​การรักษาด้วยสเต็มเซลล์(Stem Cell) กำลังได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์ที่จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ธาลัสซีเมีย ลิวคิเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ให้หายขาดได้

        แม้โดยหลักการแล้วสเต็มเซลล์สามารถหาได้จากไขกระดูก กระแสเลือด และบางส่วนของร่างกายมนุษย์ แต่จุดที่มีคุณภาพดีกว่าก็คือ เลือดจากสายสะดือทารกแรกเกิด และจากตัวอ่อนมนุษย์ โดยเฉพาะจากตัวอ่อนมนุษย์นั้นสามารถอีก 2 แหล่ง คือ ตัวอ่อนมนุษย์ที่เหลือจากการใช้ปฏิสนธิในคลินิกผู้มีบุตรยาก และตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้รับการโคลนนิ่ง

        ในกรณีนี้ จึงเกิดคำถามเชิงจริยธรรมขึ้นมาว่า เป็นการสร้างชีวิตหนึ่งโดยทำลายชีวิตหนึ่งลงไปหรือไม่?

สเต็มเซลล์และความก้าวหน้า

        ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อธิบายหลักการทำงานของสเต็มเซลล์ ว่า ในร่างกายมนุษย์จะมีเซลล์ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านเซลล์ แบ่งเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ 220 ชนิด โดยจะมีทั้งที่ตายไปและสร้างขึ้นใหม่ตามหลักอนิจจังอยู่เสมอๆ ซึ่งปกติร่างกายคนเราก็มี “สเต็มเซลล์” หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำงานได้

        ทั้งนี้ การวิจัยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกันคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) และสเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell) ซึ่งคุณสมบัติของสเต็มเซลล์ต้องประกอบด้วย 1. แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ 2. แบ่งตัวแล้วยังคงรักษาคุณสมบัติเดิมได้ 3. เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ถ้าจำเป็น ด้านวิธีการรักษาด้วย สเต็มเซลล์จะได้แก่ การใช้วิธีเซลล์บำบัด การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ และการปลูกถ่ายอวัยวะ

        “ขณะนี้ไทยได้มีการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในทางบวกแล้ว เช่นกรณีของนางดอกรัก เพชรประเสริฐ ชาวบ้าน จ.นครสวรรค์ ผู้ป่วยโรคสตีเว่นจอห์นสันซินโดรมจนตาบอด ซึ่งแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถี ได้ใช้สเต็มเซลล์รักษาร่วมกับการปลูกถ่ายรกเด็ก เพื่อรักษาตาข้างขวา”

        ดร.อานนท์ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จำนวนครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตไประหว่างการรอรับบริจาคอวัยวะ แพทย์ก็ลำบากใจที่ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ส่วนญาติพี่น้องก็ร้อนใจ เพราะจะซื้ออวัยวะก็ซื้อไม่ได้ อีกทั้งในกรณีของผู้ที่ได้รับการบริจาคอวัยวะแล้วร่างกายก็อาจเกิดการต่อต้านอวัยวะใหม่ได้ หากผู้ให้และผู้รับไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมต่อกันเช่น เป็นพ่อแม่หรือพี่น้องต่อกัน

        แต่หากมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้งานจริงจะแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเป็นการใช้เซลล์ตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำกลับเข้ามาสู่ร่างกาย จึงไม่เกิดการต่อต้านแต่อย่างใด อวัยวะจากการทำสเต็มเซลล์ก็จะอยู่กับผู้ป่วยได้นานกว่า และเป็นการรักษาโรคให้หายขาดได้ และ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังเป็นการลดความทุกข์ทรมานและลดความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วย”

        สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และม.มหิดล จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง ใช้ระยะเวลา 3 ปี ดำเนินการในปี 2549-2551 ใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านบาท

        นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฉายภาพงานวิจัยว่า ในระยะแรกโครงการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิด จะมุ่งเน้นการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา สำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา และเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการประยุกต์ไปสู่การเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดชนิดอื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการรักษาโรคต่างๆได้มากกว่า 70 ชนิด รวมทั้งพัฒนาการจัดตั้งธนาคารเลือดสายสะดือทารกแรกเกิดในประเทศไทย ที่สามารถนำเลือดสายสะดือทารกมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีความต้องการ

        “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัยและผู้ป่วย ผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการและโรงพยาบาล โดยการนำเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งคุณภาพชีวิตและความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพราะการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดตลอดเวลา 30 ปี ได้ถึง 10 เท่า”

        ด้าน รศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สะท้อนว่า ถึงแม้ว่าการวิจัยด้านสเต็มเซลล์จะก้าวหน้าไปไกลมาก แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ ที่จะอธิบายกระบวนการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ในร่างกายของเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งหากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนและสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ การนำเอาไปใช้ในการรักษาถือว่าอันตรายมากต่อผู้ป่วย

        ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการวิจัยสเต็มเซลล์ ในส่วนเซลล์เต็มวัย (Adult stemcell) อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือเด็กหลังคลอด ซึ่งสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ปัจจุบันได้มีการักษาไปแล้วประมาณ 1,000 ราย แต่การนำสเต็มเซลล์มารักษา ค่อนข้างมีข้อจำกัดในส่วนของหมู่เลือดเม็ดโลหิตขาว และเนื้อเยื่อจะต้องตรงกับผู้ป่วย ในส่วนที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดของตนเองมารักษาได้ ดังนั้น สภากาชาดไทยจึงได้จัดตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพื่อขอรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป

หรือต้องสละชีวิตเพื่อชีวิต?

        ขณะที่การวิจัยเรื่อง สเต็มเซลล์ กำลังก้าวเดินรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีการฉายให้เห็นแต่ภาพความดีงามและคุณประโยชน์มหาศาลต่อชีวิตมนุษย์ ในมุมกลับกัน การได้มาซึ่งสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นมุมอีกด้านกลับถูกละเลยที่จะกล่าวถึง

        คำถามที่ท้าทายคือ เราจะนิยามความหมายอย่างไรของการได้มาซึ่งสเต็มเซลล์ในบางประเด็นที่มีปัญหาในเชิงศีลธรรม เช่น การได้สเต็มเซลล์มาจากตัวอ่อนของมนุษย์หลังการปฏิสนธิจนถึง 14 วันนั้น สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตแล้วหรือยัง หากสิ่งนั้นเป็นชีวิต เท่ากับเป็นสละชีวิตเพื่อชีวิตหรือไม่

        ดร.อานนท์ ระบุว่า สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงเชิงศีลธรรม คือ กรณีการใช้สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของทารก ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นการฆ่ามนุษย์หรือไม่ เนื่องจากเป็นการดึงตัวอ่อนมนุษย์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิที่มีอายุ 5-7 วันออกมาไว้ในจานแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นจึงดูดเซลล์จากตัวอ่อนออกมาเพาะเลี้ยงเป็นสเต็มเซลล์ต่อไป โดยวิธีการนี้จะทำให้ตัวอ่อนมนุษย์ต้องตายไป

        ทั้งนี้ หากการซื้อขายเซลล์ไข่ดังกล่าวไม่กระเทือนต่อภาคบังคับเช่น มีการซื้อขายแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือไม่ หากไม่ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร โดยในการพิจารณานั้นหากพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็น่าจะยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะพิจารณาว่าการซื้อเซลล์ไข่ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมหรือไม่นั้น ต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

        สำหรับในประเทศไทยเอง วช.ก็มีหน้าที่ให้การสนับสนุนข้อมูลวิชาการเบื้องลึกในเรื่องดังกล่าวแก่ประชาชนด้วย ซึ่ง วช.ไม่ได้มีเฉพาะหน่วยวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่มีหน่วยวิจัยด้านกฎหมาย สังคม และปรัชญา ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องเหล่านี้ให้มีความรัดกุมรอบคอบมากที่สุดด้วย

        “ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างมีทั้งดี ทั้งเสีย ทั้งคุณ และโทษ เมื่อประชาชนพิจารณาแล้วยอมรับเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ ก็จะเข้าสู่การออกกฎหมายเป็นขั้นตอนสุดท้าย” เลขาธิการ วช. กล่าว

        ขณะที่ รศ.นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ด้านศีลธรรมนั้นเราจะต้องศึกษาเป็นกรณีไป ว่ากรณีไหนที่ผิดและกรณีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม เพราะทุกคนยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการรักษาด้วยวิธีการรักษาแบบสเต็มเซลล์ ทั้งนี้การรักษาจะต้องอยู่ตรงกลางไม่มากหรือน้อยไป ส่วนเรื่องนี้ไม่อยากจะให้มองดูว่าเป็นการรักษาแต่อยากให้มองในแง่ของการวิจัย

        ด้านนพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการโครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ตั้งคำถามอย่างน่าสนใจว่า การนำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นตัวอ่อนจากการปฏิสนธิหรือจากการโคลนนิ่งก็ตาม ตัวอ่อนนั้นจะถูกทำลายไป จึงเกิดประเด็นทางจริยธรรมขึ้นมาทันทีว่า เช่นนี้เป็นกรณีการสละชีวิตเพื่อชีวิตหรือไม่

        “เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีสละชีวิตเพื่อชีวิต จึงมีคำถามว่าที่แท้จริงแล้วชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดขึ้นทันทีหลังปฏิสนธิ หรือเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิแล้วกี่วัน ตัวอ่อนที่เกิดจากการโคลนนิ่งใช่ชีวิตหรือไม่ หากตัวอ่อนยังมิใช่ชีวิต เช่นนี้แล้ว การใช้คำศัพท์เรียกหาว่า ตัวอ่อน เป็นการถูกต้องหรือไม่อย่างไร”

        นพ.ประเสริฐ อธิบายว่า การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็ด้วยความหวังว่าสังคมจะได้รับทราบและนำไปช่วยกันคิดว่า เราควรมีวิธีจัดการหรือรับมือกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เหล่านี้อย่างไร โดยให้สามารถธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ด้านหนึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจำนวนมหาศาล แต่อีกด้านการได้มาของประโยชน์หากเป็นการแลกชีวิตแล้วจะเป็นการสมควรหรือไม่ นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามเชิงชีวจริยธรรม

        และท้ายสุดกับ ศ.ดร.ประพนธ์ วิไลรัตน์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ฉายภาพถึงบางประเด็นที่น่าสนใจที่ว่าด้วยเรื่องชีวจริยธรรมว่า การที่เราศึกษาสิ่งมีชีวิต เช่น จุลชีพบางชนิดที่เกิดโรคได้และอาจใช้เป็นอาวุธ และตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ถามว่าถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราควรศึกษาหรือไม่ นี่คือตัวอย่างง่ายๆของสิ่งที่เรียกว่าชีวจริยธรรม ซึ่งทุกวันนี้เรายังไม่มีกฎหมาย เราต้องถามว่าอะไรที่สมควรทำ และไม่สมควรทำ

        หากตีให้แคบลงมาก็คือ นักวิจัยควรควบคุมกันเองหรือไม่เกี่ยวกับการทำงานวิจัยที่มีชีวิต ซึ่งอาจจะมีผลที่ไม่พึงปรารถนาต่อมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม บางอย่างเราเห็นชัดเจนว่า ถ้าเราศึกษาเชื้อจุลชีพที่เกิดโรคแอนแทรกซ์ขึ้นมา ถ้าเราจะทำวิจัยคงต้องระวัง ต้องมีระเบียบ ต้องแจ้งให้ทุกคนทราบว่าเรากำลังทำวิจัยเรื่องนี้ มีห้องปฏิบัติการควบคุมไม่ให้เชื้อเล็ดลอดออกมา ซึ่งนี่เป็นเรื่องของชีวจริยธรรม ที่สังคมไทยยังไม่ขบคิด ทั้งที่บางเรื่องใกล้เข้ามาแล้ว ถ้าเราไม่เริ่มคิด เราอาจจะถูกดึงไปทางหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ในอนาคตการดัดแปลงสิ่งมีชีวิตจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นจึงควรที่จะมีการทบทวนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 11 มกราคม 2549 

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000003548

เรียนออนไลน์อย่างไรให้มีรายได้เดือนละ 1 แสน/เดือน อบรมทุกวันเสาร์ เวลา 13:00 น. ลงทะเบียน Line ID : @weone